กินโพรไบโอติกส์ตอนไหน ทำไมกินแล้วไม่ได้ผล เกิดจากอะไร? เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ
หลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่า ทำไมบางครั้ง กินโพรไบโอติกส์ แล้วไม่เห็นผล เพราะเห็นโฆษณาว่าช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วยเรื่องลดน้ำหนัก และยังช่วยเรื่องภูมิแพ้ แต่กินไปแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่ช่วยอะไรเลย หมอต้องบอกก่อนว่า เราต้องอย่าลืมว่าโพรไบโอติกส์มันมีชีวิต และโพรไบโอติกส์ไม่ใช่ยา ดังนั้นเราจึงไม่สามารถควบคุมอาการมันได้ทุกอย่างได้ มันจึงมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นก็คือ ชนิด และจำนวนของโพรไบโอติกส์ที่ต้องรีบประทาน วันนี้หมอมีคำแนะนำว่าจริงๆ แล้ว เราควร กินโพรไบโอติกส์ตอนไหน กันแน่ถึงจะเห็นผล

แนะนำ 10 อาหารที่มีโพรไบโอติกส์สูง
1. โยเกิร์ต
โยเกิร์ตเป็นอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ รับประทานง่าย มีรสชาติอะไร ในการรับประทานโยเกิร์ตโพรไบโอติกส์ควรเลือกโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์สดๆ ระบุฉลากผลิตภัณฑ์ชัดเจน เช่น Active Probiotic, Live Probiotic และควรเลือกโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร เช่น Bifidobacterium, Lactobacillus casei, Lactobacillus acidophilus
2. นมเปรี้ยว
นมเปรี้ยวคือนมที่ผ่านการหมักจนเกิดโพรไบโอติกส์ขึ้นในตัวนม ในการเลือกรับประทานนมเปรี้ยว ก็ควรเลือกรับประทานนมเปรี้ยวที่มีโพรไบโอติกส์สายพันธุ์เดียวกับที่มีในโยเกิร์ต เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ทานแล้วช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ควรเลือกนมเปรี้ยวที่มีโพรไบโอติกส์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น นมเปรี้ยวที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์
3. อาหารหมักดอง
การหมักดองอาหาร นอกจากเพื่อเพื่อมรสชาติ หรือถนอมอาหารให้มีระยะเวลาที่กินได้ยาวนานขึ้นแล้ว อาหารที่นำไปหมักดอง เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง จะมีเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์เกิดขึ้นมา เมื่อรับประทานแล้วจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันช่วยเพิ่มการสร้างสารภูมิต้านทานชนิด IgA
4. ดาร์กช็อคโกแลต
ดาร์คช็อคโกแลตช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ในดาร์กช็อคโกแลตจุลินทรีย์โพรไบโอติก สายพันธุ์แลคโตบาซิลัส (Lactobacillus) และไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ผู้ที่ทานดาร์คช็อตโกแลตจะมีสัดส่วนจุลินทรีย์ในกลุ่มคลอสทริเดียม (Clostridia) และสแตปฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) ลดน้อยลงกว่าในผู้ที่ไม่ทาน จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นต้นเหตุของอาการท้องเสียหรือท้องร่วงเฉียบพลันได้
5. น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล
น้ำส้มสายชูหมักนั้นสามารถทำได้จากผลไม้แทบทุกชนิดที่มีรสหวาน แต่ผลไม้ที่นิยมที่สุดคือ แอปเปิ้ล เมื่อหมักผลไม้ น้ำ และจุลินทรีย์เข้าได้กัน จะได้น้ำส้มสายชูน้ำหมัก ซึ่งจะมีสภาพเป็นกรดน้ำส้ม มีสีน้ำตาลจากตะกอนตามธรรมชาติ และยังมีจุลินทรีย์ที่ยังมีชิวิตเพราะกระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูหมักนั้นไม่ผ่านความร้อน หรือการกรองใดๆ ทำให้ได้โพรไบโอติกส์มานั่นเอง
6. ชีสบางประเภท
ชีสมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะมีขั้นตอนการผลิตและระยะเวลาการผลิตที่แตกต่างกันไป วิธีสังเกตชีสที่มีโพรไบโอติกส์คือ ฉลากผลิตภัณฑ์ของชีสชนิดนั้นจะต้องระบุไว้ว่า “live cultures” หรือ “active cultures” ชีสที่มีโพรไบโอติกส์ เช่น มอสซาเรลล่า เชดด้า คอทเทจ เกาด้า เป็นต้น
7. ถั่วนัตโตะ
ถั่วนัตโตะ หรือเรียกอีกชื่อว่า ถั่วเน่า หรือถั่วหมัก เป็นอาหารพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการนำถั่วไปหมักดอง จนมีเส้นใยเหนียวๆ ยืดได้ มีกลิ่น ถั่วนัตโตะเป็นแหล่งที่ดีของโพรไบโอติกส์ การกินนัตโตะอยู่เสมอๆ จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคกระดูกพรุนด้วยเช่นกัน
8. ซุปมิโซะ
ซุปมิโสะเป็นซุปญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ส่วนผสมหลักๆ คือน้ำสต๊อกดาชิและเต้าเจี้ยวมิโซะ มิโสะที่นำมาปรุงเป็นเครื่องปรุงรสที่ทำจากถั่วเหลืองหมักกับเหลือและเชื้อราชนิดดี จึงทำให้มีโพรไบโอติกส์สูง ถือเป็นจุลินทรีย์ชนิดดี รับประทานง่าย คล่องคอ
9. เทมเป้
เทมเป้ เป็นอาหารที่มีที่มาจากประเทศอินโดนิเซีย เป็นอาหารที่เกิดจากการหมักถั่วเหลืองจนกลายเป็นแท่งคล้ายเค้ก โดยหมักกับเชื้อรา Rhizopus Oligosporus ซึ่งเป็นเชื้อราสายพันธุ์ดี จนได้โพรไบโอติกส์ออกมา มีโปรตีนสูง ทั้งยังช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง
10. ชาหมักคอมบูชา
คอมบูชาหรือชาหมักเกิดจากการหมักชาโดยใช้ชาเขียวหรือชาดำผสมกับน้ำตาล ยีสต์ และหัวเชื้อจุลินทรีย์ มีรสเปรี้ยวนำ มีรสหวานเล็กน้อย มีกลิ่นและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ อุดมไปด้วยจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ ช่วยรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย

เราควรเลือก โพรไบโอติกกินตอนไหนดี ถึงจะเห็นผล?
ก็ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของโพรไบโอติกส์ในปัจจุบันมีค่อนข้างมากเลย แล้วส่วนใหญ่ก็จะพบว่า มีประโยชน์กับร่างกายของเราจริงๆ เพียงแต่ว่าเราต้องไม่ลืมว่า พอพูดถึงจุลินทรีย์มันมีหลากหลาย หลายพัน หลายหมื่น หลายแสนล้านชนิดอยู่ในร่างกาย มีชนิดย่อยๆ เต็มไปหมดเลย ทุกวันนี้เรายังศึกษาได้แค่บางส่วน มันก็จะมีเชื้อจำนวนนึงที่อยู่ในลิสต์ว่ามันเป็นเชื้อที่ดี ในเชื้อแต่ละตัวเองก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป มีคุณสมบัติที่คาบเกี่ยวกันไป เพราะฉะนั้นการจะเลือกโพรไบโอติกส์กับปัญหานึงเนี่ย จริงๆ หมอมองว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีมันไม่อาจจะสามารถใช้เชื้อรวมๆ เหมือนว่าเอา 10 ตัวนี้มาแล้วมาใช้กับทุกสภาวะได้ เพราะว่าในแต่ละคนเองก็มีความหลากหลายของชนิดเชื้อที่แตกต่างกันอีกเหมือนกัน
การกินโพรไบโอติกส์ที่มากเกินไป หรือว่าชนิดที่อาจจะไม่ได้เหมาะสมกับเรา บางทีอาจจะนำมาสู่การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร หรือว่าทำให้โพรไบโอติกส์ในท้องของเรา จากที่มันดีอยู่แล้วกลับแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแล้ว การกินโพรไบโอติกส์ให้เหมาะสมกับบุคคล กับปัญหา กับลักษณะที่เป็นเราอาจจะเหมาะสมกว่า

โพรไบโอติกส์ ควรกินแบบไหน ถึงจะได้ผล?
การรับกินโพรไบโอติกส์ก็จะมีคำถามเยอะมากว่า ควรจะกินช่วงเวลาไหน?
จริงๆ แล้วเราต้องบอกว่า ธรรมชาติของโพรไบโอติกส์แต่ละตัวก็มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน บางตัวทนกรดได้ บางตัวทนกรดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วการกินโพรไบโอติกส์หลังอาหาร กับการกินตอนท้องว่าง จริงๆ แล้วอาจจะแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ หรือว่าชนิดของสายพันธุ์ด้วยซ้ำ แต่ในภาพรวมส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นไปได้ ในทั่วๆ ไปเราแนะนำให้กินตอนท้องว่างซะมากกว่า เหตุผลเพราะว่าตามทฤษฏีข้อที่หนึ่ง
- การกินโพรไบโอติกส์กับอาหาร หรือหลังอาหารทันที อาจจะส่งผลให้โพรไบโอติกส์เกาะกับอาหาร ทำให้มีโอกาสที่จะเกาะกับผนังลำไส้หรือทางเดินอาหารของเราลดลง แล้วไปเจริญเติบโตให้ผลระยะยาวน้อยกว่ากับการกินในช่วงท้องว่าง เพราะฉะนั้นในบางครั้งเลยไม่แปลกใจว่า ผู้ผลิตบางค่ายก็จะแนะนำให้กินโพรไบโอติกส์ในช่วงก่อนนอนบ้าง หลังตื่นนอนตอนเช้า ตอนท่องว่าง ด้วยเหตุผลเรื่องของการให้มันเกาะกับทางเดินอาหารได้ดีกว่า
- ส่วนอีกไอเดียนึง ก็จะมีผู้ผลิตบางค่าย พยายามผลิตโพรไบโอติกส์โดยมีการเคลือบแคปซูลไว้ เพื่อให้โพรไบโอติกส์ชนิดที่ไม่ทนกรด สามารถลงไปถึงบริเวณลไส้เล็กส่วนปลาย หรือลำไส้ใหญ่ได้ ก่อนที่มันจะเจอกรดในกระเพาะอาหารทำลายทิ้ง
กินไพรไบโอติกส์มากไป ส่งผลอะไรไหม
การรับประทานโพรไบโอติกส์มากเกินความจำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวัน อาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ผลข้างเคียงของการรับประทานโพรไบโอติกส์มากเกินไป เช่น
- เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร
- เกิดผื่นคันตามผิวหนัง
- เกิดอาการปวดหัว จากสารเอมีน (Amines)
- เกิดอาการต้านยาปฎิชีวนะ
- เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วการรับประทานโพรไบโอติกส์ สิ่งนึงที่สำคัญคือ การเลือกรับประทานให้เหมาะกับชนิดที่ผู้ผลิตได้ผลิตมา หรือจริงๆ หมอแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญน่าจะเหมาะสมกว่า